เมื่อเอ๋ยถึงประเทศอเมริกา สิ่งที่ดูเหมือนจะทุกคนระลึกถึงคงจะหนีไม่พ้น  ระบบประชาธิปไตย  และก็  ระบบทุนนิยม  เมื่อพวกเขานับว่าเป็นหนึ่งในชาติต้นแบบของทั้งคู่สิ่งนี้


แต่ว่าสิ่งที่ดูเหมือนจะแตกต่างจากความสำนึกในประเด็นนี้ก็คือ กับแวดวง กีฬา อาชีพ หรือที่พวกเรารู้จักในชื่อ อเมริกันเกมส์ อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้อย่างมากมาย สหรัฐฯกลับเลือกที่จะนำระบบ เพดานค่าแรงงาน หรือ Salary Cap มาใช้ เพราะอะไรประเทศที่เป็นเครื่องหมายของโลกระบบทุนนิยม กลับนำสิ่งที่ดูเหมือนมีความเป็นสังคมนิยมอยู่ไม่น้อยมาใช้กับอุตสาหกรรมที่สร้างทรัพย์สินเป็นอย่างมากสู่ประเทศกัน? อเมริกา ระบบทุนนิยม เมื่อก่อนจะไปถึงประเด็นนั้น คุณเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่า เพราะอะไรคนประเทศอเมริกาถึงหลงใหลกับเศรษฐกิจระบบทุนนิยมนัก? อย่างที่รู้กันว่า สหรัฐฯมีเหตุที่เกิดจากการรวมกันของเหล่าผู้คนที่ถูกเสือกไสจากภูมิลำเนาเดิมในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นความไม่ตรงกันทางแนวความคิดระหว่างลัทธิและก็นิกายในศาสนาคริสต์ หรือการขาดช่องทางเสาะหาความร่ำรวย เหล่าผู้คนที่คิดเหมือนกันก็เลยตกลงใจลงเรือพเนจรผ่านน้ำผ่านสมุทรเพื่อสืบหาช่องทางบนดินแดนที่ใหม่ ถึงแม้พวกเขาจะเจอกับ ดินแดนที่จังหวะ (Land of opportunities) ที่นั้น แต่ว่าด้วยความโหยหิวในดินแดนที่ไม่มีอะไรให้ ก็จะต้องผลิตขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือ เมื่อขาดที่ดิน ขาดของกิน ก็จะต้องถกดายสร้างที่ เพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ เพื่อพวกเขาพอมีพอกิน มีที่ดินแล้วก็เงินทองต่างๆเป็นของตนเอง แล้วก็นี่เป็นต้นกำเนิดของ อเมริกันดรีม (American Dream) หรือความฝันแบบอเมริกันชนที่ไม่เชื่อในเรื่องโชค แต่ว่าเชื่อสำหรับการทำงานมากจนถึงบรรลุเป้าหมาย ประวัติศาสตร์ของคนประเทศอเมริกาที่ใช้สองมือแล้วก็สองขาก้าวผ่านปัญหาต่างๆจนกระทั่งฝั่งฝัน ทำให้พวกเขาแหนหวงในสิทธิ์ของทัรพย์สินที่ควรมีจากความประพฤติของตนเอง โดยเหตุนี้ พวกเขาก็เลยเชื่อในแนวความคิดระบบทุนนิยมที่เชื่อสำหรับการ ทำมากมายได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่ทำก็ไม่ต้องได้อะไร ตามที่ คาร์ล เอ็น เดกเลอร์ (Carl N Degler) เขียนไว้ภายในหนังสือ Out of Our Past ว่า ระบบทุนนิยมของอเมริกัน มันมากับเรือที่พาพวกเขาสู่ดินแดนที่นี้แล้ว จากชิงชัยสู่ผูกขาด ถึงแม้ระบบทุนนิยม จะมีหน้าที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาแต่แรกเริ่ม เมื่อพลเมือง รวมทั้งบริษัทร้านค้าต่างๆจำต้องแข่งสำหรับในการสืบหาทรัพยากร แต่ว่าสำหรับแวดวงกีฬา กลับไม่ใช่แบบนั้นเสียรู้เดียว จริงอยู่ที่ในสมัยแรกของอเมริกันเกมส์ เหล่านักลงทุนผู้ผลิตกลุ่มได้มีการรวมกลุ่มเพื่อตั้งขึ้นลีกการแข่งขันชิงชัย ทั้งยังในกีฬาเบสบอล, ฮอกกี้น้ำแข็ง, อเมริกัน บอล รวมทั้งบาสเกตบอล เหมือนกับเดียวกับการแข่งขันชิงชัยกีฬาอาชีพทั่วๆไปที่มีระบบระเบียบลีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาเป็น แต่ละกลุ่มก็อุตสาหะที่จะเข้าพบนักกีฬาของกลุ่มอื่นๆเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มของตนเองแบบไม่มีผู้ใดยอมใครกันแน่ ไม่สนใจเหตุว่าจะอยู่ลีกไหน กระทั่งที่สุดแล้ว เหล่าผู้ครอบครองกลุ่มเองก็มีความคิดเห็นว่าปลดปล่อยไว้อย่างงี้นานไปยิ่งไม่ดี ก็เลยเบือนหน้ามาประสานมือกันโดยให้คำมั่นข้อตกลงว่าจะยกย่องข้อตกลงของอีกข้าง หากแม้ผลพวงที่ตามมา จะเป็นการเกิดของ คำสัญญาข้าทาส ที่คุ้มครองนักกีฬาไม่ให้ย้ายกลุ่มหากแม้คำสัญญาจะหมดและจากนั้นก็ตาม การแข่งขันชิงชัยที่เอามาสู่ความร่วมแรงร่วมมือไม่จำกัดเพียงแค่ในกรุ๊ปกลุ่มกีฬา เนื่องจากลีกการประลองเองที่ก็มีจำนวนเงินเวียนเป็นอย่างมากไม่แพ้กันต่างสารภาพว่า การแย่งคนดูและผู้เล่นคุ้นเคยระหว่างลีกจะส่งผลกระทบ ทำให้พวกเขาตกลงใจที่จะร่วมมือกัน จนกระทั่งกำเนิดเป็นการรวมลีกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเวลาถัดมา  โดยกีฬาประเภทแรกที่เกิดความร่วมแรงร่วมมือรูปแบบนี้เป็น เบสบอล ซึ่ง National League รวมทั้ง American League ประสานมือทำข้อตกลงสันติกันในปี 1903 และก็ก่อให้เกิดศึกชิงชนะเลิศที่มีชื่อว่า เวิลด์ซีรี่ส์ (World Series) ขึ้นมา ก่อนจะรวมลีกแปลงเป็น Major League Baseball หรือ MLB สุดท้าย ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้รับแรงหนุนจากข้อบังคับ เมื่อศาลสูงวินิจฉัยในปี 1922 ว่า ข้อบังคับต้านทานการมัดขาด หรือ Antitrust Law ไม่อาจจะใช้กับ MLB ได้ ก็เลยทำให้อีกทั้งลีกการประลองแล้วก็กลุ่มเห็นเหมือนกันว่า แล้วจะแข่งกันให้กำเนิดการเสี่ยงที่ลีกและก็กลุ่มจะพังทลายกันเพราะเหตุใด ในเมื่อพวกเขาสามารถร่วมมือ รวมทั้งแบ่งปันผลตอบแทนกันได้ จากนั้น บาสเกตบอล และก็ อเมริกันบอล ก็ตกลงใจที่จะดำเนินรอยตาม เริ่มจากแวดวงแม่นห่วงศูนย์รวมลีก BAA (Basketball Association of America) กับ NBL (National Basketball League) เข้าด้วยกันเปลี่ยนเป็น NBA (National Basketball Association) ในปี 1946 และก็รวม ABA (American Basketball Association) ซึ่งมีกรุ๊ปทุนตั้งมาวันหลังเพื่อแข่งเข้ามาอยู่ร่วมกันในปี 1976 เหมือนกันกับกีฬาคนชนคน ที่ NFL (National Football League) ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี 1920 นำ AAFC (All-America Football Conference) เข้ามารวมอยู่ด้วยในปี 1949 ก่อนที่จะทำการตัดสินใจทำข้อตกลงกับ AFL (American Football League) ในปี 1966 กระทั่งทำให้เกิดศึกแชมป์ชนแชมป์อย่าง ซูเปอร์โบวล์ (Super Bowl) และก็รวมลีกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในปี 1970 มีเพียงแค่ ฮอกกี้น้ำแข็ง NHL (National Hockey League) เพียงแค่ลีกเดียวแค่นั้นที่เกิดมาเป็นลีกเดียวตั้งแต่ต้นเริ่ม เรื่องที่เอามาสู่การรวมลีก จนกระทั่งทำให้ในสหรัฐฯมีลีกกีฬาอาชีพชั้นนำเพียงแค่ลีกเดียวนั้น ไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกีฬาบอลของทวีปยุโรป ที่แม้ว่าจะมีการแข่งระหว่างลีกในระยะเริ่มต้น แม้กระนั้นความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจของลีกที่ชิงชัยนั้นไม่บางทีอาจเปรียบเทียบกันได้ ที่สุดแล้วการรวมลีกก็เลยเกิดขึ้นโดยที่มีระบบระเบียบการเลื่อนชั้น-ตกชั้นมาใช้ด้วย รวมทั้งเวลาเดียวกัน เนื่องจากว่าอเมริกานั้นมีพื้นที่กว้างขวางเหมือนดั่งทวีป การมีระบบระเบียบเลื่อนชั้น-ตกชั้นอาจจะส่งผลให้เมืองที่มีตลาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ขาดกลุ่มกีฬาในลีกสูงสุดถ้าหากพวกเขาทำผลงานได้ห่วยแตก การมีลีกสูงสุดเพียงแต่ลีกเดียวก็เลยดีสำหรับเหล่านักลงทุนผู้ครอบครองกลุ่มมากยิ่งกว่าด้วยเหตุผลที่ว่า เรือล่มในหนอง ทองคำจะไปไหน กฎเพื่อช่องทางรวมทั้งความเสมอภาค ถึงแม้ในฟากฝั่งของนายใหญ่ใส่สูทจะจัดการปัญหาเรื่องการแข่งระหว่างลีกจนถึงพอดี แต่ทว่าด้วยช่วงที่แปรไป หัวข้อต่างๆได้แปลงเป็นข้อความสำคัญเรียกร้องในวงสาธารณะมากเพิ่มขึ้น แล้วก็แน่ๆ เรื่องราวของคำสัญญาข้ารับใช้เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อนักกีฬาที่หมดสัญญากับกลุ่มเดิมไม่สามารถที่จะออกไปพบกลุ่มใหม่ได้อย่างอิสระ เนื่องมาจากมีค่าฉีกคำสัญญาที่จำต้องจ่ายซะก่อน ความอุตสาหะที่จะแก้ไขดังที่ได้กล่าวมาแล้วมาเจอผลในปี 1976 เมื่อกรุ๊ปผู้ครอบครองกลุ่มใน MLB สามารถตกลงกับสหภาพผู้เล่นได้ถึงการยกเลิกข้อตกลงค่าฉีกคำสัญญา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักกีฬาสามารถย้ายกลุ่มได้อย่างอิสระเมื่อข้อตกลงหมด รวมทั้งแน่ๆ เรื่องดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนำมาซึ่งการทำให้แต่ละกลุ่มสามารถประเคนข้อตกลงค่าแรงงานอันมากมายก่ายกองให้กับผู้เล่นได้ ก่อนเรื่องดังกล่าวข้างต้นจะมีผลบังคับใช้กับกีฬาจำพวกอื่นๆด้วยในเวลาถัดมา ปัญหาหนึ่งหมดไป แต่ว่าปัญหาใหม่ก็ตามมา เนื่องจากว่าด้วยหลักธรรมชาติ มนุษย์ย่อมจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับตนเอง แต่ละกลุ่มก็เลยบากบั่นแข่งขันกันเสนอคำสัญญาที่มีมูลค่าเงินมากที่สุดให้พินิจตามหลักเศรษฐกิจระบบทุนนิยม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็น นักกีฬาเก่งๆก็มักเลือกที่จะไปอยู่กับกลุ่มดังซึ่งไปถึงเป้าหมายสม่ำเสมอ หรือไม่ก็เงินดก อยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งจะช่วยต่อยอดผลงานการบรรลุเป้าหมายของตนเองให้แปลงเป็นทรัพย์สินได้พรั่งพร้อมกว่า ทำให้กลุ่มที่ผลงานตกอับอยู่แล้วก่อนหน้า หรืออยู่ในเมืองเล็กที่มีมูลค่าด้านเศรษฐกิจไม่สูง ผลงานเสื่อมถอยลงจากการที่ไม่มีผู้เล่นดีๆอยู่ในกลุ่ม ดังนั้น เหล่าผู้บริหารระดับสูงของลีกอเมริกันเกมส์ก็เลยได้มีความคิดที่จะนำระบบเพดานค่าตอบแทนมาใช้ ด้วยการกำหนดวงเงินสูงสุดที่แต่ละกลุ่มสามารถใช้จ่ายสำหรับเพื่อการเป็นค่าตอบแทนนักกีฬาได้ในแต่ละปี เพื่อคุ้มครองปกป้องกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดีกว่าจากการรวบรวมนักกีฬาชั้นแนวหน้ามาอยู่ในกลุ่มเดียวกันมากเกินไป และก็เป็นการให้โอกาสให้กลุ่มเล็กๆสามารถแข่งกับกลุ่มอื่นได้ด้วยการมีผู้เล่นดีๆอยู่กับกลุ่ม ซึ่ง NBA เป็นลีกแรกที่มีการนำเพดานค่าแรงงานมาใช้ในปี 1984 ต่อด้วย NFL ในปี 1994 และก็ NHL ในปี 2005 มีเพียงแค่ MLB ลีกเดียวเพียงแค่นั้นที่ยังมิได้มีการใช้เพดานค่าแรงแบบเต็มดูด แม้ว่าจะมีการนำ Luxury Tax หรือการจะต้องชำระค่าปรับถ้าใช้เงินกับค่าแรงเกินที่ระบุมาใช้ตั้งแต่ปี 1997 ก็ตาม โดยเงินที่จะใช้เพื่อนำมาจ่ายค่าแรงงานนั้น ก็จะมาจากรายได้ที่ลีกกีฬาหามาได้ด้วยแนวทางต่างๆทั้งยังลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด, แนวทางการขายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก, ผู้ช่วยเหลือ อื่นๆอีกมากมาย โดยจะถูกจัดแบ่งแบ่งส่วนระหว่างผู้ครอบครองกลุ่มกับผู้เล่นผ่านสิ่งที่เรียกว่า กติกาผลตอบแทนด้วยกัน หรือ CBA (Collective Bargaining Agreement) ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้าสมัยที่จะมีเพดานค่าแรงแล้ว แม้กระนั้นได้ถูกประยุกต์ใช้ระบุอย่างเห็นได้ชัดมากเพิ่มขึ้นว่า แต่ละกลุ่มจะสามารถจ่ายค่าจ้างแก่ผู้เล่นทุกคนได้ไม่เกินฤดูละมากแค่ไหน ซึ่ง NFL กับ NHL จะใช้ระบบ Hard Cap เป็นห้ามใช้เงินทะลุเพดานค่าแรงเด็ดขาด ส่วน NBA ใช้ระบบ Soft Cap ที่อนุญาตให้ใช้เงินเกินเพดานได้ แต่ว่ายิ่งเกินมากมายก็จำต้องชำระค่าปรับมากมาย โดยในส่วนของผลพวงที่มีต่อการแข่งนั้น เฮลมุต ดีเทิล, มาร์คัส ลัง รวมทั้ง อเล็กซานเดอร์ รัทเค่ จากมหาวิทยาลัยซูริก ได้ทำการค้นคว้าเมื่อปี 2009 และก็พบว่า ในลีกที่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างทางการแข่ง เพดานค่าแรงสามารถช่วยทำให้การแข่งขันกลับมาใกล้เคียงกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้น ผลประโยชน์ของนักกีฬาแล้วก็ผลตอบแทนที่ลีกรวมทั้งผู้ครอบครองกลุ่มพึงจะได้รับก็จะมากขึ้นตามไปด้วย จากสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นอาจจะทำให้พอเพียงเห็นภาพได้ว่า ถึงแม้สหรัฐฯจะเป็นประเทศที่มีความเป็นระบบทุนนิยมสูงมากมาย แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาให้ความเอาใจใส่ไม่แพ้กันก็คือ จังหวะ เพราะว่าถ้าแต่ละกลุ่มกีฬาสามารถแข่งกันได้อย่างใกล้เคียงมากเพิ่มขึ้น ความเพลิดเพลิน แล้วก็ผลตอบแทนต่างๆที่พึงจะได้รับก็จะมากขึ้นตามไปด้วย และก็เนื่องด้วยว่ามา ก็เลยทำให้เพดานค่าจ้างเปลี่ยนเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับแวดวงอเมริกันเกมส์มาจนถึงทุกวันนี้
อ่านข่าวอื่นๆได้ที่ >> www.เว็บดูบอลสด.com

ข่าวกีฬา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *